คนข้าวยาคู้ช้างม่อย เทศกาลเพื่อสร้างกลไก การอยู่ร่วมกันของชุมชนช้างม่อย

ประเพณียี่เป็งโดยภาคประชาชน จากความร่วมมมือของชุมชนช้างม่อยวัดชมพู และทีมวิจัยเชียงใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้ ที่ได้ต่อยอดจากงานประเพณีคนข้าวยาคู้ ที่นอกจากจะเป็นการออมของทำข้าวมธุปายาสร่วมกัน และการกวนข้าวของคนในชุมชนแล้วนั้น ทีมวิจัย Chiang Mai Learning City ได้ผลักดันจะเชื่อมโยงสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชนที่หลากหลายมิติมากขึ้น

คนข้าวยาคู้ช้างม่อย เป็นกิจกรรมประเพณีฮอมคัวฮอมแรง หรือการออมของและออมแรงเพื่อทำกิจกรรมคนข้าวมธุปายาสในประเพณีลอยกระทงของชุมชนช้างม่อย โดยคนในชุมชนจะเปิดรับของบริจาคเพื่อเป็นวัตถุดิบทำข้าวมธุปายาสตั้งแต่เช้าของวันที่ 18 พฤศจิกายน 2564 (วันขึ้น 14 ค่ำเดือน 12 (นับเดือนแบบล้านนา)) และแยกวัตถุดิบต่างๆเพื่อจัดการตามส่วนผสมที่เหมาะสม ส่วนเย็นเริ่มการคั่วถั่วและงา โดยมีการคัดถั่วที่ไหม้ออกจากหม้อ หลังจากนั้นเวลาประมาณ 22:00น. จะมีการนิ่งข้าวเหนียว เพื่อทำการรอคนข้าวมธุปายาศ โดยกิจกรรมคนข้าวยาคู้ หรือ กวนข้าวมธุปายาส จะเริ่มต้นเมื่อข้ามเที่ยงคืนไปสู่วันที่ 19 พฤศจิกายน 2564 (วันเพ็ญเดือน12) ซึ่งถือว่าเป็นวันลอยกระทง และจะเริ่มกวนข้าวโดยเริ่มด้วยสาวชุดขาวเปิดกระทะ แล้วหลัจากนั้นก็ลงส่วนผสมต่างๆลงไปในกระทะ แล้วกวนเรื่อยๆจนข้าวและส่วนประกอบเข้ากันขนเหสียวได้ที ซึ่งกิจกรรมนี้จำเป็นต้องพึ่งพาแรงจากคนในชุมชนวัยรุ่น หนุ่มสาว จึงทำให้เกิดการร่วมแรงจากผู้ประกอบการและคนรุ่นใหม่ที่ผูกพันกับย่านช้างม่อยมาร่วมกวนข้าว หลังจากกวนข้าวจนหมดวัตถุดิบซึ่งในปีพ.ศ. 2564 นี้ เรากวนข้าวทั้งสิ้น 4 กระทะ และได้นำขึ้นไปทำบุญ สวดมนต์ในเวลา 04:19น. โดยเจ้าอาวาสพิพัฒน์เป็นประธานนำสวดมนต์และทำพิธีการมอบข้าวมธุปายาส 49 ชุดแก่พระประธาน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา หลังจากนั้นจึงนำข้าวยาคู้ที่เหลือแจกจ่ายแก่คนในชุมชนต่อไป

กิจกรรมเพื่อยกระดับความสัมพันธ์ของย่านโดยทีมวิจัยโครงการย่อย 2 เรียนรู้พื้นถิ่นเมืองผ่านพื้นที่และกลุ่มทางสังคมนั้น มีดังนี้
🔺โปสเตอร์ การสร้างสื่อและสิ่งพิมพ์เพื่อประชาสัมพันธ์และสร้างความรู้กับคนรุ่นใหม่ กลุ่มชุมชนผู้ประกอบการ นักท่องเที่ยวใหม่ในย่าน ทีมวิจัยออกแบบโปสเตอร์ออกมาเพื่ออธิบายกิจกรรมประเพณีคนข้าวยาคู้ที่จะเกิดขึ้น อธิบายการขอแรงและขอวัตถุดิบจากชุมชน และอธิบายคุณค่าและความหมายลงบนโปสเตอร์ เพื่อนำไปแปะนามละแวกบ้านและร้านค้าของผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ทั้งสร้างการตื่นตัวของชุมชนและเผยแพร่ความรู้ขของชุมชน
🔺กาดหมั้ว การสร้างกาดหมั้วเล็กบนลานทางเข้าวัด ตลาดนัดชุมชนที่ให้ร้านค้าดั้งเดิมของชุมชนได้มาขายและปรากฏตัวต่อกลุ่มคนรุ่นใหม่ โดยมีสต๊าฟของทีมวิจัยเป็นผู้นำเรื่องราวของคนในชุมชนมาเล่าต่อผ่านอาหารของชุมชนดั้งเดิมทั้ง อาการพื้นเมือง ยำผักกาดดอง หมี่ผัด ของป้าดา ไส้อั่วป้าพัน ขนมวงของยายนวล ผางประทีปของป้าผึ้ง และขนมจากร้านเกษมสโตร์ นอกจากนี้ยัฃมีร้านค้าชุมชนรอบข้างมาร่วมขายด้วย โดยมีการเปิดงานโดย บุญทอง ร้องอ้อ ช่างซอร้องล้านนาในย่าน และทีมวิจัยตีฆ้อง 9 ครั้งเพื่อเปิดงาน
🔺หนังกลางลานวัด เป็นการจัดหนังกลางแปลง เพื่อให้คนในพื้นที่ระลึกถึงการใช้วัดเป็นพื้นที่สาธารณะทั้งการพักผ่อนหย่อนใจและเข้ามาใช้วัดมากขึ้น ด้วยการจัดงานของ dude, movie และ เชียงใหม่ฉันจะดูแลเธอ ได้นำภาพยนตร์ สวรรค์มืด (2501) มาเปิดฉายเพื่อให้เกิดการแบ่งปันพื้นที่วัด นำไปสู่การจัดกิจกรรมร่วมสมัยของคนรุ่นใหม่และคนในพื้นที่
🔺นิทรรศการชุมชน นิทรรศการและการจัดเวิร์คชอปเมืองแห่งการเรียนรู้ในแง่ เศรษฐกิจและความสร้างสรรค์ ในย่านชุมชนช้างม่อยที่มีต้นทุนทั้งทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และเศรษฐกิจร่วมสมัย โดยการเดินทัวร์เมืองและถ่ายทอดเป็นคลิปนำเสนอย่าน
🔺passforward ทีมวิจัยได้นำข้าวยาคู้ที่ได้จากเทศกาลนี้ นำไปแบ่งปันคนในชุมชน เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันผ่านเทศกาลนี้ ทำให้คนในชุมชนเกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนนี้ทั้งในฐานะผู้ให้และผู้รับ

🔹จะเห็นได้ว่า #คนข้าวยาคู้ช้างม่อย คือความเป็นไปได้ของการจัดเทศกาลโดยชุมชนรูปแบบใหม่ ที่เชื่อมคนใหม่และเก่า สะท้อนกลับไปสู่แนวคิดเมืองแห่งการเรียนรู้ที่ว่า ประเพณีของเมืองไม่ได้จำเป็นนำมาจัดแสดงและคนเดินมาชม แต่เทศกาลของชุมชนที่มาจากประเพณียี่เป็งนั้น ไม่ได้ต้องการจัดแสดงโคมไฟให้ยิ่งใหญ่ หรือสร้างกระทงไปลอยน้ำเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญของเทศกาลคือ การได้รับรู้ประสบการณ์ของชุมชนนั้นๆ โดยเฉพาะการขับเคลื่อนความสัมพันธ์ของคนในชุมชนต่อไป ซึ่งงานคนข้าวยาคู้นี้ มีความตั้งในอย่างยิ่งที่จะเชื่อมคนดั้งเดิมและคนรุ่นใหม่ เข้ามารับรู้และเข้าใจชุมชน เพื่อสร้างความร่วมมือและเครือข่ายของชุมชนที่เป็นรากฐานสำคัญของชุมชน และเมืองแห่งการเรียนรู้จะไม่ใช่แค่การศึกษาสิ่งที่เคยมี แต่จะเป็นการยกระดับสิ่งที่มีอยู่ใช้อยู่ให้ดีขึ้นไป