“หยุดตามหา บรูซ เวย์น กันเถอะ”

เมื่อไหร่ก็ตามที่ สัญลักษณ์ดวงไฟรูปค้างคาว ฉายขึ้นไปบนก้อนเมฆอันหนาทึบของเมืองก๊อตแธม มันเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนในเมืองก๊อตแธมรู้สึกสิ้นหวัง หดหู่ หันหาที่พึ่งที่ไหนไม่ได้ ไม่เชื่อในระบบของรัฐ พวกเขาเหล่านั้นกำลังตามหาความช่วยเหลือ หรือ มันเป็นเพียงความหวังสำหรับบางคนเพราะมันเป็นปัญหาที่พวกเขาแก้ไขเองไม่ได้ ถ้าไม่พึ่งพาสัญลักษณ์ดวงไฟรูปค้างคาวในเวลากลางคืน เราก็อาจจะหันไปหาใครบางคน เรามักจะเอาความหวังความฝันในการแก้ไขปัญหาไปฝากเอาไว้กับคนๆ เดียว เช่น มิสเตอร์ บรูซ เวย์น ถึงแม้ว่าเขาจะเป็นผู้ทรงอิทธิพล กว้างขวาง ร่ำรวย มีอำนาจต่อรองล้นฟ้า มีเครื่องไม้เครื่องมืออันทันสมัย มีคอมพิวเตอร์สมองกลอันสุดล้ำ แต่เขาก็เป็นเพียงมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งที่อาจจะไม่จำเป็นต้องแบกภาระในการแก้ไขปัญหาที่ยิ่งใหญ่นี้

พวกเรามักจะเอาความหวังและความฝันในการแก้ไขและจัดการปัญหาของเมืองไปฝากเอาไว้กับคนๆ เดียวอยู่หรือไม่ หรือเราอาจจะถามว่าพวกเรายังคงตามหา บรูซ เวย์น สำหรับการแก้ไขปัญหาของเมืองเชียงใหม่กันอยู่หรือไม่ เมืองเชียงใหม่ในช่วงตลอด 20 ปี ที่ผ่านมา ต่างคนต่างวาระมีแวะเวียนเข้ามาช่วยผลักดันแก้ไขปัญหาเมืองกันในหลายๆ มิติ หลายๆ โครงการที่สำเร็จที่สามารถหยุดหรือชะลอการพัฒนาที่เร็วเกินไป ที่หลงลืมพิจารณาผู้คนในเมือง ลืมฟังเสียงทักท้วงของผู้ที่อยู่อาศัยในเมือง ไม่น่าแปลกใจถ้าจะบอกว่าเราไม่จำเป็นต้องไปตามหา บรูซ เวย์น ที่ไหน เพราะในเมืองเชียงใหม่ เรามีบรูซ เวย์นของเราเอง มันคือกลไกของความร่วมมือ เครือข่ายของการทำงานเมือง ผสมผสานร่วมมือช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เชื่อมร้อยการทำงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ ประชาชน ประชาสังคม เอกชน จนเป็นเมืองเชียงใหม่ในทุกวันนี้

อย่างไรก็ตามกลไกความร่วมมือนี้ นานๆ เข้าก็อาจจะเริ่มทำงานได้ไม่เหมือนก่อน อาจจะหย่อนคล้อย อาจจะลืมมองกัน ลืมทักถามเพื่อนหรือหน่วยงานข้างเคียงว่ากำลังทำอะไรกันอยู่ เพราะมันอาจจะเป็นโครงการเดียวกัน มีเป้าหมายคล้ายกัน ตอบโจทย์ที่ถูกให้มาเหมือนๆ กัน แต่กลายเป็นต่างกันต่างทำ ตรงจุดนี้ “เชียงใหม่เมืองแห่งการเรียนรู้” (Chiang Mai Learning City) จึงเข้ามาเพื่อที่จะขัดเกลา เสริมสร้าง ต่อยอด เชื่อมร้อย กลไกของความร่วมมือนี้อีกครั้ง และด้วยเครื่องมือที่ “เมืองแห่งการเรียนรู้” มี นั่นคือ “กระบวนการเรียนรู้” ที่อาศัยสิ่งดีดีของเชียงใหม่ นั่นคือ “ชุมชน” เพราะชุมชนเป็นเหมือนทรัพยากรแห่งการเรียนรู้ที่มีค่า เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ที่มีลมหายใจ ประเพณีและวัฒนธรรมที่มีชีวิตมีการใช้งานจริงไม่เป็นเพียงเรื่องเล่าหรือตำนาน เรียนรู้จากศิลปะของการใช้ชีวิตอยู่ ด้วยกระบวนการเรียนรู้นี้ พวกเราสกัดเอาศักยภาพของชุมชนออกมาเป็น “บทเรียนเมือง” เพื่อที่จะส่งต่อให้เด็ก เยาวชน คนในเมือง หรือคนที่สนใจในความเป็นเชียงใหม่ ได้เรียนรู้ เกิดการตระหนัก รับรู้ เรียนรู้ ซึมซับ และก่อให้เกิดความประทับใจ สำหรับคนในชุมชนเองแล้วจะก่อให้เกิดความหวงแหนและเกิดเป็นมูลค่าแห่งภูมิปัญญาในเวลาต่อมา

โครงการ “กลไกการขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่ เพื่อยกระดับการเป็นเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO” ที่พวกเรากำลังดำเนินการอยู่นั้น ไม่ใช่เป็นเพียงแค่งานวิจัยแต่ยังเป็นกลไกในการขับเคลื่อนเมือง ไม่ใช่การสร้างแบรนด์ให้กับเมืองแต่เป็นเครื่องมือในการกระตุ้นให้เกิดความรักและความหวงแหนเมือง ไม่ใช่แนวทางของการลงทุนแต่เป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้เกิดการมีส่วนร่วมของผู้คนในหลายๆ ภาคส่วนที่สามารถเข้ามาพัฒนาเมืองเชียงใหม่ร่วมกันผ่านกระบวนการเรียนรู้ โดยผ่านประเด็นทางเศรษฐกิจชุมชนที่สัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพของเมือง ที่ในมิติหนึ่งสามารถพัฒนาเป็นนิเวศการเรียนรู้ที่เชื่อมร้อยเยาวชนเข้ากับพื้นที่การเรียนรู้ทั้งในระดับชุมชนและระดับเมือง และจะกลับมาเป็นกลไกสำคัญในการเกิดขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจชุมชน

Cr.ภาพโดย คุณ นนท์นภัส นนทมาลย์ @ https://www.facebook.com/floukyou