พื้นที่เรียนรู้ คือ พื้นที่การมีส่วนร่วมของผู้คน

“เชียงใหม่เราแทบไม่มีปัญหาเรื่องของพื้นที่การเรียนรู้ เช่นนั้นแล้ว ความท้าทายคือ เราจะสื่อสารให้สิ่งที่เกิดขึ้นอย่างเป็นธรรมชาตินี้ ให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไร”

อลิสา ยังเยี่ยม
หัวหน้างานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และพัฒนาเมือง เทศบาลนครเชียงใหม่

ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเก่าเชียงใหม่ "ศูนย์มรดกเมือง เทศบาลนครเชียงใหม่" ใหม่ประกอบด้วย หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ พิพิธภัณฑ์พื้นถิ่นล้านนา และหอประวัติศาสตร์เมืองเชียงใหม่ ไม่เพียงเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ที่สำคัญ แต่ด้วยที่ตั้งซึ่งล้อมรอบอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ พื้นที่นี้จึงเป็นเสมือนจัตุรัสกลางเมืองที่รองรับกิจกรรมประเพณี เทศกาล และการรวมตัวสร้างสรรค์ต่าง ๆ ตลอดปี ทำให้พื้นที่ดังกล่าวกลายเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ในเชียงใหม่

นอกจากความยืดหยุ่นของการใช้พื้นที่แล้ว โครงสร้างการบริหารจัดการของเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงยังสะท้อนถึงเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเชียงใหม่อย่างน่าสนใจ “ที่นี่ไม่มีผู้อำนวยการหรือผู้บริหารพิพิธภัณฑ์” อลิสา ยังเยี่ยม ผู้ดูแลเครือข่ายพิพิธภัณฑ์กลางเวียงเชียงใหม่ กล่าว “การบริหารจัดการอยู่ภายใต้คณะกรรมการที่มาจากตัวแทนภาคประชาชน”

ศูนย์มรดกเมือง เทศบาลนครเชียงใหม่ มีจุดเริ่มต้นจากความต้องการของชาวเชียงใหม่ในการสร้างพื้นที่เรียนรู้ที่เชื่อมโยงรากเหง้าวัฒนธรรมของตนเองกับการพัฒนาเมือง พวกเขาได้ยื่นความประสงค์ต่อเทศบาล จนนำไปสู่การบูรณะอาคารศาลากลางหลังเก่าให้เป็น ‘หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่’ ในปี 2545 และตามมาด้วยพิพิธภัณฑ์อีกสองแห่งในเวลาต่อมา

“เพราะจุดเริ่มต้นมาจากภาคประชาชน เทศบาลนครเชียงใหม่จึงจัดตั้ง ‘งานส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และพัฒนาเมือง’ ขึ้นเพื่อดูแลพื้นที่นี้โดยเฉพาะ พร้อมตั้งคณะกรรมการจากตัวแทนภาคประชาชน นี่จึงเป็นตัวอย่างสำคัญของการเปลี่ยนแปลงจากล่างขึ้นบน” อลิสากล่าว

ศูนย์มรดกเมืองฯ ไม่ได้เพียงเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้เมืองเชียงใหม่ แต่ยังสร้างภาคประชาสังคมที่มีบทบาทในการขับเคลื่อนเมืองในหลากหลายมิติ ตลอดกว่า 20 ปีที่ผ่านมา พื้นที่นี้กลายเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความรู้และขับเคลื่อนประเด็นต่าง ๆ เช่น การเรียกร้องให้เปลี่ยนทัณฑสถานหญิงเดิมเป็นพื้นที่สาธารณะ การตั้งเครือข่ายอนุรักษ์เมือง การผลักดันเชียงใหม่สู่มรดกโลก และการจัดเทศกาลที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมกับการเรียนรู้ เป็นอาทิ

“สำหรับเรา Chiang Mai Learning City ไม่ใช่แค่เมืองที่มีแหล่งเรียนรู้ แต่เป็นเมืองที่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกัน พื้นที่เรียนรู้ของเชียงใหม่จึงมีความหมายเดียวกับพื้นที่การมีส่วนร่วมของผู้คน”

เมื่อถามถึงศักยภาพของเชียงใหม่ในฐานะเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO อลิสากล่าวว่า - “เมืองเรามีทุกอย่างครบ ตั้งแต่สถานศึกษา พื้นที่เรียนรู้ ประเพณีวัฒนธรรม ไปจนถึงเครือข่ายคนทำงานและกิจกรรมที่สร้างการเรียนรู้ตามธรรมชาติ ความท้าทายที่แท้จริงคือการสื่อสารสิ่งเหล่านี้ให้คนอื่นเข้าใจ และการรวบรวมองค์ความรู้ในเมืองให้เป็นระบบมากขึ้น

“ซึ่งหากเชียงใหม่สามารถตอบโจทย์ทั้งสองประเด็นนี้ได้ ต้นทุนด้านการเรียนรู้ที่มีจะถูกยกระดับเป็นเครื่องมือในการสร้างรายได้และพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน” อลิสากล่าวทิ้งท้าย