บทบาทของเทศบาลในการส่งเสริมนิเวศของการเรียนรู้เชียงใหม่

“การขอรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้จาก UNESCO คือเครื่องมือที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับเมืองของเรา”


ภวฤทธิ์ กาญจนเกตุ
รองนายกเทศมนตรี เทศบาลนครเชียงใหม่

“เชียงใหม่เป็นเมืองศูนย์กลางการศึกษา ศิลปวัฒนธรรม และการท่องเที่ยว สามสิ่งนี้เกี่ยวพันกันอย่างมีนัยสำคัญต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน เทศบาลนครเชียงใหม่จึงเห็นถึงความสำคัญของโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ เพราะนี่ไม่ใช่แค่เครื่องมือในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่าของเมือง แต่มันยังช่วยสร้างโอกาสในการยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในเมือง

“เช่นนั้นแล้ว เทศบาลฯ จึงมุ่งมั่นที่จะขอรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO ภายในปีนี้ เพราะนี่คือหนึ่งในเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจที่สำคัญให้กับเมืองของเรา"

“ในส่วนของพื้นที่การเรียนรู้ ผมไม่ค่อยมีความกังวลสักเท่าไหร่ เพราะเมืองของเรามีทั้งสถาบันการศึกษา และแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายครบครันสำหรับผู้คนทุกช่วงวัย อีกทั้งยังมีเทศกาลและงานประเพณีที่จัดขึ้นทุก ๆ เดือนตลอดทั้งปี เดือนกุมภาพันธ์เรามีเทศกาลไม้ดอกไม้ประดับ เราก็ได้เรียนรู้เรื่องพรรณไม้ เมษายนเรามีปีใหม่เมือง พฤษภาคมมีประเพณีบูชาเสาอินทขิล พฤศจิกายนมียี่เป็ง ธันวาคมมีเทศกาลดนตรี ไม่นับรวมประเพณีและเทศกาลย่อย ๆ ที่ชุมชนในเขตเทศบาลจัดขึ้นเองอีกนับไม่ถ้วน องค์ความรู้ด้านวัฒนธรรม ศิลปหัตถกรรม ธรรมชาติ ไปจนถึงด้านวิชาการมันฝังอยู่ในชีพจรของเมืองเรามาแต่ไหนแต่ไร

“บทบาทหลักของเทศบาลฯ คือการทำให้ผู้คนเข้าถึงและมีส่วนร่วมกับเทศกาลเหล่านี้ให้ได้มากที่สุด ซึ่งไม่ใช่แค่ในฐานะผู้เข้าชม แต่ยังรวมถึงการเป็นผู้สร้างสรรค์ เพราะเรามีพ่อครูแม่ครู สล่า และปราชญ์พื้นบ้านเก่ง ๆ ครบทุกด้าน กระจายอยู่ทั่วทุก 100 ชุมชนในเขตเทศบาล เราก็ต้องหาวิธีให้พวกเขาเข้ามามีบทบาทในการถ่ายทอดองค์ความรู้ให้กับผู้มาเยือน รวมถึงให้คนรุ่นหลังได้สืบสานภูมิปัญญาและทักษะฝีมือกันต่อไป

“อีกเรื่องที่เราให้ความสำคัญ คือการเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้กับผู้คนทุกช่วงวัย เพราะเรามองพื้นที่ในความหมายเดียวกับพื้นที่การเรียนรู้ ล่าสุด เทศบาลได้จัดตั้ง ‘โรงเรียนผู้สูงอายุ’ โดยใช้สำนักงานแขวงทั้ง 4 แห่งของเรา ชวนผู้สูงอายุในแขวงต่าง ๆ มาเรียนฟ้อนรำ เรียนทำงานหัตถกรรม หรือมาร่วมกิจกรรมด้วยกัน โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ มาเป็นวิทยากร ผู้สูงอายุจะได้ไม่ต้องนั่งเหงาอยู่บ้าน ได้เจอเพื่อน ได้สนุกกับกิจกรรมต่าง ๆ ไปด้วยกัน

“เช่นเดียวกับพื้นที่สีเขียว เรากำลังจะมีสวนสาธารณะแห่งใหม่ บริเวณกาดต้นลำไย ในชื่อว่า ‘สวนน้ำปิง’ ซึ่งเป็นผลมาจากโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้ในปีแรก ที่เทศบาลฯ ร่วมกับมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และบพท. ที่นี่จะเป็นสวนสาธารณะพ่วงลานสเก็ตริมแม่น้ำปิงแห่งแรกของเมือง “นอกจากนี้ ยังมีโครงการปรับพื้นที่ป่าช้าในเขตสันติธรรมและโรงฆ่าสัตว์เดิมในแขวงเม็งรายให้กลายเป็นสวนหย่อมแห่งใหม่ ส่วนสำนักงานเทศกิจแขวงนครพิงค์เดิม ก็กำลังจะถูกเปลี่ยนเป็นศูนย์ส่งเสริมสุขภาพครบวงจร รวมถึงโครงการฟื้นฟูพื้นที่ริมคลองแม่ข่าเฟส 2 ที่จะขยายไปถึงช่วงถนนมหิดล

“ที่สำคัญคือปี 2568 นี้ กฟผ. จะคืนพื้นที่รอบคูเมืองให้กับเทศบาล หลังจากนำสายไฟฟ้าลงดิน ซึ่งเราก็มีแผนจะปรับปรุงถนน ทางเท้า และร่มเงา เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายในการเดินเท้าและสัญจร เมืองจะมีบรรยากาศที่น่าอยู่เอื้อไปกับพื้นที่สีเขียวตามมุมต่าง ๆ และเอื้อให้เกิดนิเวศการเรียนรู้ที่ผู้คนในเมืองสามารถเข้าถึงได้อย่างยั่งยืน”