ความท้าทายในนิเวศของการเรียนรู้เมืองเชียงใหม่

"หัวใจสำคัญของนิเวศการเรียนรู้ คือการสร้างความเท่าเทียม และการประสานความร่วมมือในทุกมิติ"

Dr.Alexandra Denes หรือ อาจารย์อเล็กซ์ คือนักมานุษยวิทยาด้านสังคมและวัฒนธรรม เธอเคยเป็นนักวิจัยอาวุโสที่ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร (องค์การมหาชน) ที่ปรึกษาด้านการจัดการมรดกทางวัฒนธรรมในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ UNESCO และที่ปรึกษาคณะทำงานขับเคลื่อนเมืองเชียงใหม่สู่มรดกโลก ซึ่งล่าสุดเธอยังรับหน้าที่เป็นที่ปรึกษาในการเขียนเอกสารและจัดทำแผนเพื่อยื่นขอรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO ให้กับเมืองเชียงใหม่

สำหรับอาจารย์อเล็กซ์ เมืองเชียงใหม่เปรียบเสมือนศูนย์รวมแห่งความหลากหลายทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรม ซึ่งยังคงเชื่อมโยงกับธรรมชาติและวิถีดั้งเดิมอย่างแนบแน่น ความโดดเด่นนี้สร้างนิเวศการเรียนรู้ที่ครอบคลุมในหลายมิติ โดยมีทั้งกลุ่มองค์กรและแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยเสริมพลังขับเคลื่อนให้เมืองเติบโตในฐานะเมืองแห่งการเรียนรู้

อย่างไรก็ตาม ในการก้าวสู่การเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ตามกรอบของ UNESCO เชียงใหม่ยังคงเผชิญกับความท้าทายหลายประการ โดยเฉพาะการเปลี่ยนทรัพยากรและต้นทุนทางวัฒนธรรมที่มีอยู่ ให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมต่อผู้คนในเมือง

“Chiang Mai has strong cultural assets, from educational institutions to activities reflecting Lanna culture. There are NGOs and funding sources to support these ecosystems, but we lack strong networking among organizations, and government policies to facilitate collaboration with the private sector remain unclear and rigid.

“เชียงใหม่มีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่แข็งแกร่ง ทั้งแหล่งเรียนรู้ สถาบันการศึกษา และกิจกรรมที่สะท้อนศิลปวัฒนธรรมล้านนาที่เกิดขึ้นในชุมชนเป็นกิจวัตร รวมไปถึงการมีกลุ่มเอ็นจีโอและแหล่งทุนที่พร้อมสนับสนุนนิเวศการเรียนรู้เหล่านี้ แต่ในเชิงโครงสร้างการทำงาน เราขาดการเชื่อมโยงระหว่างองค์กรต่าง ๆ ให้เป็นเครือข่ายที่เข้มแข็ง ขณะเดียวกัน การออกแบบนโยบายจากภาครัฐเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกับภาคเอกชนก็ยังขาดความยืดหยุ่นและชัดเจน “อีกเรื่องคือถึงแม้เมืองจะมีการส่งเสริมการเรียนรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมล้านนาและองค์ความรู้นอกห้องเรียนเสมอมา แต่เราก็ยังขาดการประเมินผลที่เป็นรูปธรรม เช่น การวัดผลกระทบของกิจกรรมต่อความรู้และศักยภาพของผู้เข้าร่วมในระยะยาว การนำองค์ความรู้ไปต่อยอดในเชิงเศรษฐกิจ หรือการทำให้กิจกรรมต่าง ๆ ส่งผลต่อการพัฒนาของเมืองในภาพรวม

“ประเด็นสำคัญที่สืบเนื่องต่อมาคือ เรื่องความเท่าเทียมในการมีส่วนร่วม (inclusivity) ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ ผู้อพยพ คนชายขอบ และผู้พิการ ที่ถึงแม้เราจะมีกิจกรรมที่สนับสนุนให้เกิดการเรียนรู้และเชิดชูความแตกต่างหลากหลายมาไม่น้อย แต่เมื่อเราขาดเครื่องมือประเมินผล เราจึงไม่อาจทราบได้ว่ากิจกรรมเชิงวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่จัดขึ้น มันจะสามารถยกระดับด้านรายได้ หรือทักษะต่าง ๆ ให้กับผู้ร่วมกิจกรรมมากน้อยเพียงไหน นั่นทำให้เป็นการยากในการยกระดับศักยภาพจากการเรียนรู้ เพื่อเปลี่ยนเป็นเครื่องมือในการพัฒนาเมืองอย่างเป็นระบบ

“เช่นนั้นแล้ว การพัฒนาแพลตฟอร์มความร่วมมือระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นเทศบาล โรงเรียน องค์กร NGO และชุมชน จึงเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง เพราะนอกจากจะช่วยให้บรรลุเป้าหมายร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดการทำงานที่ซับซ้อน และช่วยเสริมศักยภาพของผู้คน ซึ่งนี่คือหัวใจสำคัญของการยกระดับเชียงใหม่ให้เป็นต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนในระดับสากล”