เชียงใหม่ได้อะไรจากการเป็นเมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO

“รางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO คือสารเร่ง ให้ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาเมืองโดยมีผู้คนอยู่ในสมการ”

อจิรภาส์ ประดิษฐ์
นักวิจัยโครงการนิเวศการเรียนรู้เมืองเชียงใหม่ เพื่อยกระดับเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO

นอกจากการสนับสนุนกลไกความร่วมมือ และเชื่อมโยงนิเวศแห่งการเรียนรู้เพื่อยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนเชียงใหม่ หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้เชียงใหม่ ในปี 2567 – 2568 นี้คือ การทำเอกสารเพื่อขอพิจารณารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้จาก UNESCO รวมถึงการทำแผนเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืน สำหรับเป็นเครื่องมือให้เทศบาลนครเชียงใหม่นำไปพิจารณาปรับใช้ควบคู่กับนโยบายการพัฒนาเมือง

ทั้งนี้ คำถามที่ตามมาก็คือ นอกจากการได้เชิดหน้าชูตาในระดับสากล รางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ หรือ UNESCO Learning City Award จะยังประโยชน์อะไรกับเมืองและคนเชียงใหม่ เราได้คุยกับอาจารย์อจิรภาส์ ประดิษฐ์ อาจารย์ประจำคณะศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชมงคลล้านนา และนักวิจัยโครงการเมืองแห่งการเรียนรู้เชียงใหม่ ผู้รับหน้าที่จัดทำเอกสารเพื่อขอพิจารณารางวัลฯ ถึงความสำคัญของรางวัลนี้ และความคาดหวังในการทำให้เชียงใหม่เป็นต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับโลก

ก่อนอื่นรางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ของยูเนสโก คืออะไร และมีความสำคัญอย่างไร
UNESCO Learning City Award คือรางวัลที่ยูเนสโกมอบให้เมืองที่เป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้ ที่เป็นตัวอย่างในการส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพและการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยพิจารณาจากความก้าวหน้าในการพัฒนาเมืองแห่งการเรียนรู้ตามเกณฑ์การประเมินใน UNESCO Global Network of Learning Cities guiding documents ทุก 2 ปี รางวัลนี้มันเป็นเหมือนการมอบให้เมืองที่เป็นต้นแบบของการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของผู้คนในเมือง ผ่านการประกันการศึกษาที่มีคุณภาพและเท่าเทียม ตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) ของ UNESCO

เทศบาลนครเชียงใหม่เข้าเป็นสมาชิกเครือข่ายมาตั้งแต่ปี 2562 ซึ่งก็ทำให้เรามีโอกาสได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กลไกการพัฒนาเมืองจากเมืองที่เป็นสมาชิกเครือข่ายทั่วโลกเรื่อยมา โดยนี่เป็นปีแรกที่เราจัดทำเอกสารเพื่อขอรับรางวัล

แล้วเมืองเชียงใหม่จะได้ประโยชน์อะไรจากรางวัลนี้
สำหรับเรา การประกาศศักยภาพในเวทีสากลในฐานะต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ก็เรื่องหนึ่ง แต่สำคัญไม่น้อยไปกว่ากันคือการที่เราจะได้ประเมินศักยภาพของเมืองว่ากลไกการเรียนรู้ในเมืองของเรามันส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของคนในเมืองเรามากน้อยแค่ไหน หรือควรต้องปรับแก้และหนุนเสริมอย่างไร ขณะเดียวกัน ถ้าพูดอย่างตรงไปตรงมา รางวัลนี้คือสารเร่งให้เทศบาลนครเชียงใหม่ มีความตื่นตัวในการบรรจุกรอบเมืองแห่งการเรียนรู้เข้าสู่แผนการพัฒนาเมือง โดยกรอบดังกล่าวมันก็คือกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนนั่นเอง

เมืองแห่งการเรียนรู้กับกระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนมีความเกี่ยวข้องกันอย่างไร
เพราะหัวใจสำคัญของการเรียนรู้คือการมีผู้คนเป็นศูนย์กลาง โดยเฉพาะกับเชียงใหม่ที่เราโฟกัสไปที่วัฒนธรรมชุมชนในการเป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจเมือง กลไกนี้ปรากฏชัดผ่านประเพณีและเทศกาลที่เกิดในเมือง โดยเฉพาะ 3 เทศกาลหลักคือ ปีใหม่เมือง ประเพณีใส่ขันดอกอินทขิล และยี่เป็ง ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่การที่ผู้คนในชุมชนร่วมไม้ร่วมมือกันจัดทำวัตถุสำหรับประกอบพิธี ไปจนถึงการร่วมแรงกันจัดงาน นิเวศของการเรียนรู้มันจึงเกิดขึ้นโดยตัวมันเอง คุณเป็นคนในชุมชนก็ได้เรียนรู้ หรือถ้าคุณเป็นคนต่างถิ่น เข้ามาในชุมชน หรือมาร่วมประเพณี คุณก็ได้ร่วมเรียนรู้ไปกับชุมชน เช่นนั้นแล้ว กลไกของเมืองแห่งการเรียนรู้เมืองเชียงใหม่ จึงเป็นกลไกของการบรรจุกระบวนการการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเข้าไปในแผนการพัฒนาเมือง รางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO จึงเป็นเหมือนสารเร่งให้ภาครัฐเห็นถึงความสำคัญในสมการนี้

เล่ากระบวนการการทำเอกสารนี้ให้ฟังโดยคร่าวหน่อยครับ
เราเริ่มทำ conceptual framework ไปเมื่อปลายปี 2566 ผ่านการทำงานร่วมกับเทศบาลกับสำนักศึกษาและวัฒนธรรม โดยเริ่มจากการไปเช็คแผนพัฒนาต่าง ๆ เรื่องของทุนต่าง ๆ พร้อมไปศึกษาต้นแบบของเมืองที่ใช้วัฒนธรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชนเมืองอื่น ๆ ในต่างประเทศว่าเขาเสนอโมเดลอะไรกันบ้าง พร้อมกันนั้นตลอดปี 2567 เราก็จัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เก็บ และสังเคราะห์ข้อมูล โดยปี 2568 เราจะเริ่มทำเอกสาร และ action plan หรือแผนเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนไปพร้อมกัน

อันที่จริง การเสนอชื่อเพื่อขอรับรางวัล ถือเป็นภาระที่เพิ่มเข้ามาของหน่วยงานรัฐ คุณมีวิธีชักจูงเขาอย่างไรให้มาร่วมโครงการนี้
การจะเสนอชื่อเพื่อขอรับพิจารณารางวัลต้องมาจากหน่วยงานท้องถิ่นเป็นคนเสนอชื่อเท่านั้น ในที่นี้คือเทศบาลนครเชียงใหม่ เทศบาลฯ ทราบดีว่าเขาเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้อยู่แล้ว และเมื่อต้นปี 2566 เทศบาลฯ ก็เพิ่งเซ็น MOU กับ บพท. เปิดศูนย์สร้างสรรค์เพื่อการพัฒนาเมืองเชียงใหม่ (URC) เราก็ชี้ให้เขาเห็นว่ารางวัลนี้มันคือการตอบคำมั่นสัญญาในการเป็นสมาชิกเครือข่ายของยูเนสโก และการพัฒนาเมืองร่วมกับ บพท.

ในขณะเดียวกัน จริง ๆ แล้วสำนักเทศบาลฯ เขามีพันธกิจในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมกับภาคประชาชนอยู่แล้ว หลายคนอาจไม่ทราบว่า เทศบาลนครเชียงใหม่เป็นเทศบาลเดียวในประเทศ ที่มีสำนักส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการอนุรักษ์และพัฒนาเมือง ภายใต้กองยุทธศาสตร์และงบประมาณ โดยมีสำนักงานอยู่ที่หอศิลปวัฒนธรรมเมืองเชียงใหม่ เป้าหมายของการขอรางวัลจึงตรงกับเป้าหมายในการสร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชนของเทศบาล ประกอบกับถ้าเราได้รางวัลขึ้นมา ก็ทำให้เมืองเรามีชื่อเสียงมากขึ้น เราจึงคิดว่าไม่น่ามีเหตุผลอะไรที่เทศบาลฯ จะปฏิเสธความร่วมมือนี้

พอมองเห็นภาพแล้วว่าเทศบาลฯ ได้อะไร แล้วถ้ามองในมุมของคนเชียงใหม่ล่ะ พวกเราจะได้อะไรจากโครงการนี้
อย่างที่บอกในวัตถุประสงค์หลักเลยคือ เราต้องการให้วัฒนธรรมชุมชนมาเป็นฟันเฟืองในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เมืองแห่งการเรียนรู้ มันไม่ใช่แค่เรื่องการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม แต่ทำให้องค์ความรู้ หรือกระบวนการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ของเมืองช่วยขยายโอกาสในวิชาชีพ การเพิ่มรายได้ การเข้าถึงโอกาสทางการศึกษา ไปจนถึงการสร้างความภูมิใจให้คนท้องถิ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างรูปแบบความร่วมมือกับภาครัฐในการจัดเทศกาลหรืออีเวนท์ต่าง ๆ ของเมือง ให้ผู้คนในชุมชนมาเป็นผู้เล่นหลักในการจัดเทศกาลของเมือง

ขณะเดียวกัน พร้อมไปกับการทำเอกสารเพื่อขอพิจารณารางวัล เรายังต้องทำแผนการเมืองแห่งการเรียนรู้อย่างยั่งยืนควบคู่ไปด้วย โดยแผนนี้เกิดจากการรวบรวมความคิดเห็นและความต้องการของผู้คนในชุมชนในเรื่องของการเข้าถึงการเรียนรู้ มันเป็นเหมือนข้อเสนอแบบ bottom-up ส่งให้กับภาครัฐ กระบวนการขอรางวัลนี้ มันจึงเป็นทั้งการทำให้เทศบาลรักษาคำมั่นสัญญาในการขับเคลื่อนเมืองแห่งการเรียนรู้ ขณะเดียวกันมันก็ทำให้เสียงของผู้คนในชุมชนไปถึงหูของผู้บริหารเมือง เพื่อให้พวกเขานำไปปรับใช้ร่วมกับนโยบายในการพัฒนาเมืองต่อไป

สำหรับเราแล้ว ท้ายที่สุด เมืองแห่งการเรียนรู้ไม่ใช่เพียงรางวัล แต่คือก้าวสำคัญที่ทำให้เชียงใหม่เติบโตอย่างยั่งยืนบนรากฐานของวัฒนธรรมและการมีส่วนร่วมของผู้คนทุกคนในเมือง