เชียงใหม่ เมืองแห่งการเรียนรู้ที่เปี่ยมชีวิต

“Chiang Mai has a naturally rich learning environment. Beyond museums and learning centers, communities across the city share knowledge as part of daily life, creating a thriving learning ecosystem,”

ดร.สุดารัตน์ อุทธารัตน์
หัวหน้าชุด โครงการนิเวศการเรียนรู้เมืองเชียงใหม่ เพื่อยกระดับเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO

“เชียงใหม่เป็นเมืองที่มีบรรยากาศของการเรียนรู้ที่ออร์แกนิกมาก ๆ จริงอยู่ เรามีพิพิธภัณฑ์ และศูนย์การเรียนรู้ที่ถูกจัดตั้งขึ้นมากมาย แต่ขณะเดียวกัน วิถีชีวิตของผู้คนในชุมชนต่าง ๆ ทั่วเมือง ก็ล้วนมีการถ่ายทอดองค์ความรู้เกิดขึ้นเป็นกิจวัตร เมืองเรามีนิเวศของการเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติมาก ๆ”

ข้างต้นคือมุมมองของ ดร.สุดารัตน์ อุทธารัตน์ นักวิจัยจากสถาบันวิจัยพหุศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นักวิจัยชาวเชียงใหม่ผู้ขับเคลื่อนโครงการนิเวศการเรียนรู้เมืองเชียงใหม่เพื่อยกระดับเมืองแห่งการเรียนรู้ของ UNESCO ซึ่งได้รับทุนจาก บพท. มาขับเคลื่อนโครงการร่วมกับเทศบาลนครเชียงใหม่ ติดต่อกันเป็นปีที่ 2 (เริ่มตั้งแต่ปี 2565)

ในปีนี้ (2567-2568) หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของโครงการ คือการจัดทำเอกสารข้อเสนอพิจารณารางวัลเมืองแห่งการเรียนรู้ UNESCO ซึ่งก่อนจะไปทำความเข้าใจว่ารางวัลนี้จะให้อะไรกับเมืองเชียงใหม่บ้าง เราชวน ดร.สุดารัตน์ ไล่เรียงถึงที่มาที่ไปของโครงการ รวมถึง ‘แต้มต่อ’ จากการที่เชียงใหม่มีมรดกทางวัฒนธรรมอันแสนรุ่มรวย และยังคงฝังอยู่ในวิถีชีวิตร่วมสมัยของผู้คนในเมืองแห่งนี้

“อย่างที่ทราบกันว่าสาเหตุที่เชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับต้น ๆ ของประเทศ รวมถึงภูมิภาคอาเซียน คือการที่เมืองมีทรัพยากรธรรมชาติที่ค่อนข้างสมบูรณ์ และที่สำคัญคือการมีประวัติศาสตร์ยาวนานมากกว่า 700 ปี ประวัติศาสตร์ที่มาพร้อมกับการหลอมรวมศิลปวัฒนธรรมและมีเอกลักษณ์ของผู้คนหลากชาติพันธุ์เข้าด้วยกัน

“สิ่งนี้เป็นทั้งเสน่ห์และต้นทุนสำคัญในการยกระดับเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คน นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกเดินทางมาเชียงใหม่เพื่อมาชมสถาปัตยกรรม มาเรียนรู้ศิลปวัฒนธรรม ไปจนถึงมาชิมอาหารพื้นเมือง ซึ่งในขณะเดียวกัน หากมองในมิติท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมที่ผูกโยงกับวิถีชีวิตของผู้คน ก็ได้สร้างนิเวศของการเรียนรู้ให้กับผู้คนในเมืองจากรุ่นสู่รุ่นอยู่เสมอ” tung - ดร. สุดารัตน์ กล่าว phang prathip ด้วยลักษณะพิเศษนี้เอง เชียงใหม่จึงได้รับรองในฐานะเครือข่ายเมืองแห่งการเรียนรู้จาก UNESCO ในปี 2562 กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นและเครือข่ายภาคประชาชน สานต่อกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง เพื่อทำให้สถานะดังกล่าวเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจ และยกระดับคุณภาพชีวิตให้ผู้คนในเมือง

“บพท. เข้ามาสนับสนุนเราในปี 2565 โดยมีการกำหนดเป้าหมาย 3 ด้านหลัก คือ ‘อิ่มท้อง’ ‘อิ่มสมอง’ และ ‘อิ่มใจ’ ทั้งสามคำนี้สะท้อนถึงความต้องการของเมืองที่อยากเห็นประชาชนมีความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และมีความสุขในชีวิตในฐานะพลเมืองของเมืองแห่งการเรียนรู้ โดยบทบาทของเราในฐานะนักวิจัย คือการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ รวบรวมข้อมูล และสังเคราะห์ต้นทุนทางวัฒนธรรม เพื่อใช้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนเศรษฐกิจและคุณภาพชีวิตของผู้คน” ดร.สุดารัตน์ กล่าว ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่ ดร.สุดารัตน์ กล่าวถึง ครอบคลุมตั้งแต่ประเพณีที่ขึ้นชื่อระดับโลก เช่น ยี่เป็งและปีใหม่เมือง ไปจนถึงวัตถุทางวัฒนธรรมที่แฝงความรู้ เช่น ตุง โคม ผางประทีป และงานหัตถกรรมอื่น ๆ ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ เช่น การทำคัวตอง (งานเครื่องทองเหลืองล้านนา) ในชุมชนพวกแต้ม การแกะสลักเครื่องเงินในชุมชนวัวลาย การทำโคมในชุมชนเมืองสาตร การร่วมกันจุดผางประทีปโดยชุมชนในเขตเมืองเก่าในทุกเทศกาลยี่เป็ง ซึ่งทั้งหมด ล้วนเป็นกิจวัตรของคนเชียงใหม่อยู่แล้ว “ขณะเดียวกัน ประเพณีสำคัญที่จัดขึ้นในชุมชนเมืองต่าง ๆ ก็ล้วนเกิดจากความร่วมมือของคนในชุมชนเอง หาใช่การที่เราไปจ้างออร์แกไนเซอร์มาจัดให้ ด้วยเหตุนี้ ทุกกระบวนการตั้งแต่การทำสิ่งของไปจนถึงการจัดงาน มันคือการที่ผู้คนในชุมชนส่งต่อองค์ความรู้ และร่วมลงแรงทำให้เกิดเป็นรูปธรรม โจทย์สำคัญสำหรับเราก็คือ เราจะสังเคราะห์ข้อมูล และถ่ายทอดคุณค่าจากกระบวนการนี้ให้เป็นที่รับรู้ในวงกว้างอย่างไร” ดร.สุดารัตน์ กล่าว สำหรับปีนี้ โครงการยังได้ขยายพื้นที่จากชุมชนเมืองเก่าเชียงใหม่ สู่พื้นที่ชุมชนริมคลองแม่ข่า ผ่านความร่วมมือกับกลุ่มแม่ข่า ซิตี้ แลป (Mae Kha City Lab) สกัดองค์ความรู้จากวิถีชีวิตเลียบลำคลองสู่กิจกรรมสร้างสรรค์ต่าง ๆ ให้เป็นเสน่ห์ด้านการท่องเที่ยว และสร้างโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้คนพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น การทำกิจกรรม City Walk เรียนรู้นิเวศธรรมชาติ พืชพันธุ์ ประวัติศาสตร์ และศิลปกรรม เวิร์กช็อปด้านงานหัตถกรรมที่รับไปกับเทศกาลเมือง ไปจนถึงแคมเปญปลูกต้นไม้พื้นถิ่น เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้พื้นที่ริมคลอง เป็นต้น

“ทั้งเราและเครือข่ายที่ร่วมงานกันล้วนเห็นตรงกันว่า เชียงใหม่ถือเป็นต้นแบบเมืองแห่งการเรียนรู้ระดับโลก สิ่งนี้ทำให้เราตั้งใจจะทำเอกสารเพื่อขอรางวัลกับ UNESCO เพื่อประกาศศักยภาพของเมืองเราสู่ระดับสากล และทำให้รางวัลเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการกระตุ้นเศรษฐกิจเมือง ไม่ว่าจะเป็นการให้ชุมชนเป็นผู้จัดเทศกาลระดับเมืองด้วยตัวเอง การยกระดับงานหัตถกรรมท้องถิ่นให้เป็นกิจกรรมด้านการท่องเที่ยว ไปจนถึงการสืบสานศิลปวัฒนธรรมเก่าแก่ของเมืองให้คงอยู่ “ทั้งหมดทั้งมวล ก็เพื่อทำให้คนเชียงใหม่ไม่เพียงอิ่มท้อง แต่ยังอิ่มสมอง และอิ่มใจ จากการได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาบ้านเกิดของพวกเรา” ดร.สุดารัตน์ กล่าวทิ้งท้าย